Blogger นี้มีไว้ในการเรียนวิชาอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เท่านั้น


วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

15 หลุมพรางของการพัฒนาคน

•   ใช้ความพึงพอใจของผู้เรียนเป็นเป้าหมายหลัก
    คนเรียนสนุกไหม ชอบไหม อาหารอร่อยไหม โรงแรมดีไหม เมื่อจุดเน้นอยู่ที่นี่ มะม่วงจะออกลูก
    หรือไม่ใครจะแคร์?
•   ประเมินผลจากกิจกรรมแทนที่จะเป็นผลลัพธ์
    เช่น ปีนี้จัดไปกี่หลักสูตรแล้ว มีคนเข้ากี่คน คนหนึ่งเรียนได้กี่ชั่วโมงแล้ว นั่นคือกิจกรรม แต่ผลลัพธ์
    ที่ควรจะเป็นคือผลงานดีขึ้นไหม ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร ลดของเสีย-ของคืนได้ไหม ลดต้นทุน
    ลดความผิดพลาดได้ไหม การทำงานร่วมกันการทำงานเป็นทีมดีขึ้นไหม ความขัดแย้งและ
    การเมืองในองค์กรลดลงไหม ความพึงพอใจลูกค้าเพิ่มขึ้นหรือไม่ กลับไม่นำมาประเมินผล
•   ใช้จำนวนวันเป็นตัวตั้ง ลูกค้าผมหลายรายโทร.มา
    บอกว่าต้องการจัดหลักสูตรนี้ ๆ มีเวลาให้ 1 วัน โดยไม่สนใจว่าการจัดฝึกอบรมนั้น ต้องมี
    วัตถุประสงค์ผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ส่วนจำนวนวัน/จำนวนชั่วโมงจะสั้นจะยาวขึ้นอยู่กับเนื้อหาและ
    เทคนิคที่ต้องใช้
•   ใช้เงินงบประมาณเป็นตัวตั้ง คือกำหนดมาเลยว่ามีเงินอยู่เท่านี้ ก็ต้องจัดซื้อในงบนี้ ส่วน
    คุณภาพของที่ได้หรือประสิทธิผลที่จะได้จากการจัดไม่ต้องพูดถึง
•   ต้องการให้คนเข้าเรียนมากๆ รู้สึกว่าคุ้มดี จำนวนคนเข้าเรียนจะมีผลกระทบกับเทคนิค
    การฝึกอบรมที่ใช้เช่นหากต้องการทักษะการนำเสนอเชิงธุรกิจก็ต้องมีการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น
    เป็นรายบุคคล จำนวนประมาณ 12 คน แต่จำนวน 40-50 คน ไม่สามารถทำให้มี "ทักษะ" ได้
    หาก "พอรู้เรื่อง" ล่ะก็เป็นไปได้
•   พัฒนาผิดวิธีหรือใช้เทคนิคการฝึกอบรมผิดประเภท เช่น ต้องการให้พนักงานมีทักษะในการ
    สอนงาน แต่ใช้การบรรยายล้วน ๆ ต้องการให้พนักงานแก้ปัญหาตัดสินใจเป็น แต่เน้นการเล่นเกม
    เพื่อความสนุกสนานเพราะกลัวคนเรียนจะเบื่อแล้วเรตติ้งจะตก
•   ฝึกอบรมแต่เรื่องงาน (Technical Skill) ไม่พัฒนาด้านการบริหาร (Managerial Skill)
    ทำให้องค์กรมีคนเก่งงานมากมาย เก่งขาย เก่งผลิต เก่งซ่อม เก่งเรื่องเงิน แต่บริหารงานล้มเหลว
    เป็นหัวหน้าที่ลูกน้องไม่ยอมรับ สร้างทีมงานไม่ได้ ทำงานใหญ่ไม่สำเร็จ
•   ซื้อหลักสูตรผิดไม่ตรงความจำเป็น (Training Needs) เช่น ต้องการพัฒนาทักษะการเป็น
    วิทยากรภายในกลับซื้อหลักสูตรการนำเสนอ หรือปัญหาอยู่ที่การกำหนด KPI ไม่เหมาะสมแต่
    พยายามแก้ปัญหาด้วยหลักสูตรการแก้ไขความขัดแย้ง
•   คิดว่า Entertainer กับ Trainer เหมือนกัน ดังนั้น
    การมุ่งเน้นที่ความสนุกสนาน มีกิจกรรมและเกมมาก ๆ จึงเป็นเป้าหมายหลัก เมื่อคนเรียนชอบคน
    จัดก็สบายใจแต่คนออกเงินหน้างอตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่าจัดฝึกอบรมแล้วได้อะไร
•   ต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนทั้งองค์กร (Organization Development) เช่น เน้น
    การบริการลูกค้า หรือสร้างค่านิยมใหม่ในองค์กรให้เน้นลูกค้าแต่พัฒนาเพียงระดับทักษะ
    การทำงานประจำ(Individual Development)
•   อบรมความรู้พื้นฐานให้ แต่ต้องการให้เกิดความเชี่ยวชาญขั้นสูง
    ความรู้พื้นฐานทั่วไปจะใช้วิธีบรรยาย ส่วนความเชี่ยวชาญชั้นสูงต้องสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์
    และประเมินได้ ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์กรณีศึกษา เกมทางธุรกิจหรือ workshop แต่กลับใช้
    วิธีบรรยายเหมือนกัน เพราะคนเข้าเรียนเข้าได้มาก ต้นทุนต่อคนต่ำ ใช้แนวคิด "จัดโต๊ะเก้าอี้ใหม่
    บนเรือไททานิคที่กำลังจะจม" แล้วหวังว่าไททานิคจะไม่จม
•   เรียนแล้วเรียนเลย จบแล้วจบเลย
    ไม่นำไปสู่การฝึกปฏิบัติในที่ทำงาน เช่น ฝึกทักษะการสอนงานแต่ไม่เคยมีโอกาสสอนใครเลยหรือ
    ไม่มีโอกาสประยุกต์ใช้ความรู้หรือทักษะใหม่ เช่น การบริหารเชิงกลยุทธ์ แต่องค์กรยังทำงานแบบ
    เถ้าแก่หรืออาจจะเรียนมาเพียงเพื่อประดับความรู้เท่านั้น
•   ถึงแม้ว่าพฤติกรรมใหม่จะเกิดขึ้น การเรียนรู้จะเกิดขึ้นแต่ทำไปแล้วก็ไม่ได้รางวัลหรือการยอมรับ
    ใด ๆ เช่น มีทักษะการบริหารเวลาดีขึ้น ทำงานเสร็จเร็วขึ้น แต่ก็ยังต้องเสนอหน้าให้เจ้านายเห็นว่า
    ขยันทำงานหนักทุ่มเทกลับบ้านค่ำมืด แล้วอย่างนี้จะบริหารเวลาไปทำไมไม่ทราบ?
    พยายามแก้ไขที่จุดอ่อน การพัฒนาคนโดยเน้นที่จุดอ่อนจุดบกพร่องของพนักงานนั้น
    เปรียบเทียบได้กับการเข็นครกขึ้นภูเขา การเน้นพัฒนาที่จุดแข็งเปรียบได้กับการเข็นลงภูเขา-ง่าย
    กว่ากันเยอะ ได้ผลกว่ากันมากมาย แนวคิดนี้แน่นอนว่าจะเชื่อมโยงกับการวางแผนความก้าวหน้า
    ในหน้าที่การงาน (Career Development) ถนัดหรือเก่งเรื่องไหนก็ส่งเสริมไปด้านนั้นดีกว่ากันเยอะเลย
•   "วินิจฉัยโรคเอง สั่งยาให้ตัวเอง" หากเราปวดหัว ตัวร้อนธรรมดา เราอาจไปร้านขายยาขอ
    ซื้อยาแก้ปวดลดไข้ได้ แต่หากเราเป็นปอดบวมหรือไข้หวัด 2009 ล่ะ? ประเด็นก็คือหลายองค์กร
    ไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงจากอาการที่ปรากฏได้ และมักจะสั่งยาให้ตัวเอง โดยการโทร.ไป
    หาวิทยากรหรือบริษัทออร์แกไนเซอร์บอกเลยว่าต้องการหลักสูตรนั้นหลักสูตรนี้ เมื่อวินิจฉัยโรคผิด
    ยาที่ซื้อไปกินเองจะรักษาให้หายได้อย่างไรสู้บอกแต่อาการและปรึกษาผู้รู้ให้ช่วยวินิจฉัยสั่งยาให้จะ
    ดีกว่าเยอะ






































































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น